วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

action verb & stative verb


คำกริยาในภาษาอังกฤษมีเย๊อะแยะมากมาย เรารู้กันดีอยู่แล้วว่ากริยาคือคำที่แสดงการกระทำ แค่กริยาอย่างเดียวก็ถูกแบ่งเป็นกลุ่มได้หลายแบบ ในที่นี้จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
  1. Action verb
  2. Stative verb
  1. action verb
  
หรือ บางคนเค้าก็เรียกว่า dynamic verb คือคำกริยาที่แสดงอาการ การกระทำ มีการขยับเขยื้อน เคลื่อนไหว พูดง่ายๆคือ เรานึกภาพออกว่าเขาทำกริยานั้นๆอย่างไร เช่น ถ้าบอกว่า เขากินข้าว เราก็นึกภาพออกว่าเขากำลังตักข้าวเข้าปาก   หรือ เขากระโดด เราก็เห็นภาพคนกำลังกระโดด   ที่มันได้ชื่อเก๋ๆมาอีกชื่อหนึ่งว่า dynamic verb เพราะคำว่า dynamic มันแปลว่า เคลื่อนไหว ไงล่ะคะ กริยากลุ่มนี้มีเยอะแยะ มากมาย ส่วนใหญ่ก็เป็นกริยาที่เราเรียนมากันตั้งแต่ประถมนั่นแหละค่ะ เช่น eat, drink, speak, write, catch, go, walk, watch, sit, hit, sleep, hold, etc. นี่แค่ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพของ action verb เท่านั้นค่ะ
2. stative verb  
         หรือบางครั้งเรียกว่า state verb หรือ abstract verb คือคำกริยาที่ไม่ได้แสดงการกระทำหรือการเคลื่อนไหว แต่เป็นกริยาที่แสดงสภาวะ คำกริยาที่จัดอยู่ในกลุ่ม stative verb แบ่งออกเป็น 6 ประเภทดังนี้ค่ะ
2.1 คำกริยาที่แสดงการรับรู้ แสดงถึงการใช้ประสาทสัมผัส ดู ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สึก คือ hear, see, smell, taste, feel ตัวอย่างประโยค เช่น
  • The roast chicken smells good.              ไก่ย่างกลิ่นหอมจัง
  • I heard someone crying outside.            ฉันได้ยินใครบางคนร้องไห้อยู่ข้างนอก
2.2 คำกริยาที่แสดงสภาวะทางความคิด เช่น believe, know, recognize, think, doubt, mean, remember, understand, forget, realize, suppose, etc.
  • I don’t know Jason, so I won’t invite him to my birthday party.
  • I recognized you as soon as you come into the room.
2.3 คำกริยาที่แสดงความเป็นเจ้าของ เช่นbelong, own, have, possess
  • That is the only valuable thing I possess.         นั่นเป็นสิ่งมีค่าชิ้นเดียวที่ฉันมี
  • I don’t have any money left.                            ฉันไม่มีเงินเหลืออยู่เลย
2.4 คำกริยาแสดงอารมณ์หรือความรู้สึก เช่นlove, like, hate, mind, envy, wish, prefer, fear, surprise, astonish, etc.
  • I like her style.
  • I prefer tea to cake.
2.5 คำที่แสดงการวัดหรือการประมาณค่า เช่น weigh, cost, measure, contain, equal, etc.
  • This pack of sugar weighs more than that one. น้ำตาลถุงนี้หนักมากกว่าถุงนั้น
  • The ring costs 23,000 baht. แหวนวงนี้ราคา 23,000 บาท
2.6 คำกริยาแสดงสภาวะอื่นๆ เช่นverb to be (is, am, are), owe, seem, exist, require, etc.
  • I owe you a lot. ฉันเป็นหนี้คุณมากมายเหลือเกิน
  • It seems that you don’t understand me.   ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เข้าใจฉัน
*** stative verb บางคำเป็นได้ทั้ง action verb และ stative verb ดังนั้นในการนำไปใช้จะต้องแยกนิดนึงว่า เป็นแบบไหนเพราะถ้าเป็นแบบ stative verb จะเอามาทำเป็น continuous tense หรือกริยารูปกำลังกระทำไม่ได้ เช่น
  • The cake tastes delicious. (stative verb) เค้กมีรสอร่อย
    (เราจะไม่พูดว่า The cake is tasting delicious. แปลว่า เค้กกำลังมีรสอร่อย แบบนี้ผิดค่ะ )
  • I’m tasting the soup. Let’s see if it’s too much salty. (action verb)
    ฉันกำลังจะชิมซุปถ้วยนี้ ดูสิว่าจะเค็มไปมั้ย
เมื่อแยกความแตกต่างระหว่าง stative verb และ action verb ได้แล้วก็ระมัดระวังเวลาใช้ด้วยนะคะ ^^



การใช้ Infinitive



Infinitive นี้คือคำกริยารูปปกติ (กริยาช่อง 1) ซึ่งในภาษาอังกฤษนี้เราสามารถแบ่ง infinitive ออกได้เป็นสองประเภทดังนี้

1. Infinitive with to – กริยาช่อง 1ที่นำหน้าด้วย to
2. Infinitive without to – กริยาช่อง 1ที่ไม่มี to นำหน้า
เราลองมาทำความเข้าใจว่า Infinitive แต่ละชนิดนั้นมีหลักการใช้อย่างไรนะครับ
Infinitive with to (กริยาช่อง 1 ที่นำหน้าด้วย to) มีหน้าที่ และวิธีใช้ดังนี้
1. เป็นคำนามทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค
To watch English movies is a good way to learn English.
(การดูหนังภาษาอังกฤษเป็นวิธีการที่ดีในการเรียนภาษาอังกฤษ)
2. เป็นกรรมของประโยค
Tony loves to play football with his friends.
(โทนี่ชอบเล่นฟุตบอลกับเพื่อนของเขา)
3. ทำหน้าที่เป็นคำขยาย ขยายคำนาน (Noun) หรือ คำคุณศัพท์ (Pronoun)
Mike has a lot of stuff to do today.
(ไมค์มีงานจำนวนมากที่จะทำวันนี้)
4. ทำหน้าที่เป็นคำขยายกริยา (adverb).
James comes to see his mom in Bangkok.
(เจมส์มาหาคุณแม่ของเขาที่กรุงเทพ)
หลักการใช้ Infinitive with to
1. คำกริยาต่อไปนี้ต้องตามด้วย Infinitive with to ในรูป Sub + Verb + infinitive with to
attemptfailoffer
affordforgetplan
agreehappenprepare
appearhesitatepretend
arrangehopepromise
carehurryprove
decideintendrail
deservelearnrefuse
determinemanageseem
threaten
ยกตัวอย่างเช่น
He agrees to work on this project.
(เขาได้ตกลงทำโปรเจคนี้)
2. หลังกริยาต่อไปนี้สามารถมีกรรมตามหลังได้ ขึ้นอยู่กับความหมายที่เราจะสื่อ ยกตัวอย่างเช่น
Subject + verb + object + infinitive with to
adviseallowcause
challengecommandencourage
forcegetinstruct
inviteleadorder
persuaderemindteach
tellurgewarn
ยกตัวอย่างเช่น
I invite her to attend my workshop next week.
(ฉันได้เชิญเธอมาร่วมงานเวิร์คช๊อปของฉันสัปดาห์หน้า)
3. รูปปฏิเสธของ infinitive ทำได้โดยการเติม not ข้างหน้า to ยกตัวอย่างเช่น
I hope not to spend too much time on this project.
(ฉันหวังว่าคงไม่ใช้เวลากับโปรเจคนี้มากนัก)
4. คำว่า ought, get used และ to be used ต้องตามด้วย Infinitive with to ยกตัวอย่างเช่น
You ought to eat healthy.
(คุณควรจะทานอาหารที่เป็รประโยชน์)
I get used to live in Bangkok.
(ฉันเคยชินกับการอาศัยอยู่ในกรุงเทพ)
She is used to work as a pilot.
(เธอเคยทำงานเป็นนักบินมาก่อน)
5. ใช้ verb to be + infinitive with to (be to + V1) เมื่อต้องการออกคำสั่ง ยกตัวอย่างเช่น
I am to work now.
ฉันต้องทำงานแล้ว
6. ใช้ have + infinitive with to (have to + V1) แสดงความหมายว่า ต้อง ยกตัวอย่างเช่น
Joe and Judy have to sleep early tonight.
(คืนนี้โจกับจูดีต้องเข้านอนแต่หัวค่ำ)
 หลักการใช้ Infinitive without to
1. ใช้ตามหลัง Modal Verbs เช่น will, shall, would, should, can, could, may, might, must ยกเว้น be, have, ought, used ซึ่งกริยาตามหลังจะต้องเป็นกริยาช่องที่ 1 เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น
I will go to USA next month.
(ฉันจะไปสหรัฐอเมริกาเดือนหน้านี้)
2. ใช้ตามหลังคำเหล่านี้ had better, would rather, would sooner, rather than, but, and, or, except
I’d sooner stay at home because I am not feeling very well today.
ฉันอยากจะอยู่บ้านมากว่าเพราะวันนี้ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเลย
3. ใช้ตามหลังคำเหล่านี้ please, help, let, make, see, hear, feel, watch, notice
This book helps me pass an exam.
(หนังสืเล่มนี้ช่วยฉับให้สอบผ่าน)


Verb to do

หลักการใช้ verb to do
  • หลักการใช้ Verb to do คือ ประธานเอกพจน์ ใช้ does ประธานพหูพจน์ใช้ do
He, She, It, A cat
does
I, You, We, They, Cats
do
จริงๆแล้วคำว่า does คือการเติม s ที่ท้ายคำว่า do แต่ไม่ได้เติม s เฉยๆ แต่เป็นการเติม es  ตามหลักการทางภาษา

การย่อรูป

ปกติจะย่อรูปประโยคปฏิเสธเท่านั้น
do not = don’t  ดู น็อท = โดนท
does not = doesn’t  ดัส น็อท = ดัสเซินท

verb to do กับความหมายในประโยคต่างๆ

ประโยคบอกเล่า

He, She, It, A cat
does
ส่วนขยาย
I,You, We, They, Cats
do
ส่วนขยาย
1. ประโยคบอกเล่า ( ประธาน + do, does) แปลว่า ทำ จะทำอะไรบ้างนั้น ดูจากตัวอย่างเลย
do the ironing in the morning.  ฉันรีดผ้าในตอนเช้า
You do the laundry everyday. คุณซักผ้าทุกวัน
We do the washing after dinner. พวกเราล้างจานหลังอาหารเย็น
He does homework in the evening. เขาทำการบ้านในตอนเย็น
My mom does housework everyday. แม่ของฉันทำงานบ้านทุกวัน
2. ประโยคบอกเล่า ( ประธาน + do, does+ กริยาช่องที่ 1 (ไม่ต้องเติม s) ) แปลว่า จริงๆ ใช้เพื่อเน้น แต่ไม่ค่อยได้ใช้หรอก ยกตัวอย่างให้ดูเฉยๆ
do love you. ผมรักคุณจริงๆ
She does clean the floor everyday. หล่อนทำความสะอาดพื้นทุกวันจริงๆ
We do go to school early. พวกเราไปโรงเรียนแต่เช้าจริงๆ

ประโยคปฏิเสธ

  •   do + not / does + not ใช้เป็นคำปฏิเสธใน present simple tense
He, She, It, A cat
does not
กริยาช่องที่1
I, You, We, They, Cats
do not
กริยาช่องที่ 1
 I don’t  know.ผมไม่รู้
He doesn’t  love you. เขาไม่รักคุณ
She doesn’t  play football. หล่อนไม่เล่นฟุตบอล
It doesn’t rain everyday. ฝนไม่ตกทุกวัน
A cat doesn’t  eat rice. แมวไม่กินข้าว
You don’t drink coffee in the morning. คุณไม่ดื่มกาแฟในตอนเช้า
We don’t  go to school everyday. พวกเราไม่ไปโรงเรียนทุกวัน
They don’t  read newspapers.พวกเขาไม่อ่านหนังสือพิมพ์
Cats don’t sleep on the roof. แมวทั้งหลายไม่นอนบนหลังคา

ประโยคคำถาม  Yes / No Question

การทำประโยคคำถามให้เอา Do , Does  มาวางไว้หน้าประโยค ตามหลักที่ว่า การสร้างประโยคบอกเล่าเป็นคำถามนั้น ถ้าไม่กริยาช่วย (is, am, are/ can/ should/ must) ในประโยค ให้เอา Verb to do มาใช้แทน
ประโยคคำถามแบ่งออกเป็นสองประเด็นคือ ถามในรูปแบบบอกเล่า และถามรูปแบบปฏิเสธ
1. การถามในรูปแบบบอกเล่า
Does
he, she, it, a cat
กริยาช่องที่ 1
Do
I, you, we, they, cats
กริยาช่องที่ 1
  • I love a cat? ผมรักแมว
    Do I love a cat? ผมรักแมวใช่ไหม
    Yes, you do./ No, you don’t. ใช่ / ไม่ใช่
  • He comes from China. เขามาจากจีน
    Does
     he come from China.? เขามาจากจีนใช่ไหม
    Yes, he does.  No, he doesn’t.ใช่ / ไม่ใช่
  • She likes football. หล่อนชอบฟุตบอล
    Does
     she like football? หล่อนชอบฟุตบอลใช่ไหม
    Yes, she does.  No, she doesn’t.ใช่ / ไม่ใช่
  • It rain in July. ฝนตกในเดือนกรกฎาคม
    Does
     it rain in July? ฝนตกในเดือนกรกฎาคาใช่ไหม
    Yes, it does.  No, it doesn’t.ใช่ / ไม่ใช่
  • A cat eats fish. แมวกินปลา
    Does
     a cat eat fish? แมวกินปลาใช่ไหม
    Yes, a cat does.  No, a cat doesn’t.ใช่ / ไม่ใช่
  • You go to school by car. คุณไปโรงเรียนโดยรถยนต์
    Do
     you go to school by car. คุณไปโรงเรียนโดยรถยนต์ใช่ไหม
    Yes, I do. / No, I don’t. ใช่  / ไม่ใช่
  • We eat rice everyday. พวกเรากินข้าวทุกวัน
    Do
     we eat rice everyday? พวกเรากินข้าวทุกวันใช่ไหม
    Yes, we do. / No, we don’t. ใช่  / ไม่ใช่
  • They sell fruit. พวกเขาขายผลไม้
    Do they sell  fruit? พวกเขาขายผลไม้ใช่ไหม
    Yes, they do. / No, they don’t. ใช่  / ไม่ใช่
  • Cats sleep at night. แมวนอนตอนกลางคืน
    Do
     cats sleep at night? แมวทั้งหลายนอนตอนกลางคืนใช่ไหม
    Yes, cats do. / No, cats don’t. ใช่  / ไม่ใช่
2. การถามในรูปแบบปฏิเสธ
การถามในรูปปฏิเสธแบ่งออกอีกสองประเด็นคือ ในรูปแบบเต็ม และรูปแบบย่อ แต่นิยมถามในรูปย่อมากกว่า
  • รูปแบบเต็ม
Does
he, she, it, a cat
not
กริยาช่องที่ 1
Do
I, you, we, they, cats
not
กริยาช่องที่ 1
  • รูปแบบย่อ
Doesn’t
he, she, it, a cat
กริยาช่องที่ 1
a car?
Don’t
I, you, we, they, cats
กริยาช่องที่ 1
a car?
  • Do I not love a cat? ผมไม่รักแมวใช่ไหม
    Yes, you do./ No, you don’t. ใช่ / ไม่ใช่
  • Doesn’t he come from China.? เขาไม่ได้มาจากจีนใช่ไหม
    Yes, he does.  No, he doesn’t.ใช่ / ไม่ใช่
  • Does she not like football? หล่อนไม่ชอบฟุตบอลใช่ไหม
    Yes, she does.  No, she doesn’t.ใช่ / ไม่ใช่
  • Doesn’t it rain in July? ฝนไม่ตกในเดือนกรกฎาคมใช่ไหม
    Yes, it does.  No, it doesn’t.ใช่ / ไม่ใช่
  • Does a cat not eat fish? แมวไม่กินปลาใช่ไหม
    Yes, a cat does.  No, a cat doesn’t.ใช่ / ไม่ใช่
  • Don’t you go  to school by car. คุณไม่ได้ไปโรงเรียนโดยรถยนต์ใช่ไหม
    Yes, I do. / No, I don’t. ใช่  / ไม่ใช่
  • Do we not eat rice everyday? พวกเราไม่กินข้าวทุกวันใช่ไหม
    Yes, we do. / No, we don’t. ใช่  / ไม่ใช่
  • Don’t they sell  fruit? พวกเขาไม่ได้ขายผลไม้ใช่ไหม
    Yes, they do. / No, they don’t. ใช่  / ไม่ใช่
  • Do cats not sleep at night? แมวทั้งหลายไม่นอนกลางคืนใช่ไหม
    Yes, cats do. / No, cats don’t. ใช่  / ไม่ใช่
*** ไม่ว่าคำถามจะเป็นอย่างไร ถ้ามีก็บอกว่าใช่ ถ้าไม่มีก็บอกว่าไม่ เช่น ผมรักคุณนะ แล้วคุณมาถาม
Do you love? คุณรักฉันใช่ไหม
Yes, I do. ใช่ (ถูกต้องครับ เพราะผมรักคุณจริงๆ)
Don’t  you love me? คุณไม่รักฉันใช่ไหม
คุณจะตอบว่าอย่างไร
Yes, I do. ใช่ (แปลว่ารัก)
No, I don’t. ไม่ใช่ (แปลว่าไม่รัก)
ต้องตอบว่า Yes  นะครับ ถ้าตอบว่า No หมายความว่าผมไม่รักคุณเลย

ประโยคคำถาม Wh- Question

ให้เอาคำเหล่านี้ (Who, What, Where, When, Why, How) นำหน้าประโยค ตามด้วย do
Who do you love? คุณรักใคร
I love John. ฉันรักจอห์น
What do you like? คุณชอบอะไร
I like a cat. ฉันชอบแมว
Where do you usually go on weekends? ปกติคุณไปไหนในวันหยุดสุดสัปดาห์
I usually go to the market?  ปกติผมไปตลาด
When does rainy season start? ฤดูฝนเริ่มเมื่อไหร่
It begins around July. มันเริ่มราวๆ เดือนกรกฎาคม
Why do you have to go now? ทำไมคุณต้องไปเดี๋ยวนี้
My friends are waiting for me. เพื่อนของฉันคอยอยู่
How long does it take? มันต้องใช้เวลานานเท่าไหร่
About ten minutes. ประมาณ 10 นาที ประมาณ 10 นาที






วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

การใช้ Verb to be

การใช้ Verb to be กับประธานและกาล ต่างๆ

1. V to be มี 9 รูป คือ is, am, are, was, were, been, being, be, to be
2. V. to be มีความหมายว่า เป็น, อยู่, คือ, กำลัง, ถูกทำ, เป็นส่วนสมบูรณ์
3. ประธานเอกพจน์ใช้ Is พหูพจน์ใช้ are ยกเว้น I ใช้ am, You ใช้ are เสมอ
4. ทำเป็นปฎิเสธ ได้โดยการเติม not หลัง is, am, are, was, were เท่านั้น
5. ทำเป็นคำนามได้โดยนำ is, am, are, was, were กลับไปไว้หน้าประโยค เช่น

บอกเล่าปฎิเสธคำถาม
I am..............I am not ...........Am I........?
We are.......We are not.........Are we.....?
You are.........You are not........Are you......?
They are........They are not.........Are they......?
He is ..........He is not ............Is he..........?
She is.......She is not..............Is she.........?
It is...........It is not..............Is it...........?

ปัจจุบันอดีตอนาคตสามารถperfect
is,am --->was --->will be ----->can be ---->has been
are ----->were---->will be ----->can be ---->have been

ตัวอย่าง

บอกเล่าปฎิเสธคำถาม
ปัจจุบัน : He is a teacher.He is not a teacher.Is he a teacher ?
อดีต : He was a teacher.He was not a teacher.Was he a teacher ?
อนาคต : He will be a teacher.He will not be a teacher.Will he be a teacher ?
สามารถ : He can be a teacher.He can not be a teacher.Can he be a teacher ?
Perfect : He has been a teacher.He has not been a teacher.Has he been a teacher ?
อื่นๆ : He should be a teacher.He should not be a teacher.Should he be a teacher ?



การใช้ Verb to be ในความหมายต่างๆดังนี้

1.be + Noun = เป็น, คือ,  เช่นHe is a teacher.
He was a teacher last year.He will be a teacher next year.
I am a student.They are farms.

2.be + preposition = อยู่ เช่นHe is in the office now.
He was in the office yesterday.He will be in the office tomorrow.
She is in the kitchen now.The letter is on the book.

3.be + V-ing = กำลัง เช่นHe is working now.
They are playing football now.She is writing a letter now.
My friend is standing over there.Somsak is reading a letter now.

4.be + V3 = ถูกกระทำThe room is cleaned every day.
The house was built last year.He will be punished tomorrow.
The work must be finished today.The building will be built next year.

5.be + adjective = เป็นส่วนสมบูรณ์ คือ ไม่แปลว่า เป็น,อยู่,คือ,กำลัง,ถูกทำ เช่น
He was angry with you yesterday.They are happy.
The car is expensive.She is beautiful

6.There is = มี (สิ่งเดียว)There is a boy in the room.
There are = มี (มากกว่าหนึ่ง)There are two boys in the room.
There isn't a boy in the room.Is there a boy in the room ?
There aren't two boys in the room.Are there two boys in the room ?
There was a boy in the room yesterday. ( อดีตใช้ was , were )
There will be a boy in the room tomorrow. ( อนาคตใช้ will be )

ปัจจุบันอดีตอนาคต
There is .........มี (เอกพจน์)There was.............There will be
There are..........มี (พหูพจน์)There were..............There will be

การใช้ Verb รูปแบบที่6

กริยารูปแบบที่ 6 มีชื่อเรียกว่า to infinitive ได้แก่ กริยาช่องที่ 1 ที่มี to นำหน้า
(หรือ infinitive with to) เช่น to do, to be, to have, to go เป็นต้น

วิธีใช้

1. เป็นกรรมของกริยาในประโยค (โดยปกติกริยาซ้อนกันใช้ to คั่น) เช่น
We expect to arrive there in time.พวกเราหวังว่าจะมาที่นั่นทันเวลา
They want to take a rest.พวกเขาต้องการพักผ่อน
I want to be with you.ฉันต้องการอยู่กับคุณ
She went to see the doctor yesterday.เขาได้ไปหาหมอแล้ววานนี้
He will have to see the doctor yesterday.เขาจะต้องไปรับหล่อนพรุ่งนี้

2. เป็นกรรมของบุพบทและเป็นส่วนสมบูรณ์ของกริยาได้ เช่น

I want nothing but to marry you.ฉันไม่ต้องการอะไรนอกจากแต่งงานกับคุณ
She does nothing except to make up her face.หล่อนไม่ทำอะไรนอกจากแต่งหน้า
They want to go back now.พวกเขาต้องการกลับเดี๋ยวนี้
We are to be married soon.พวกเราจะแต่งงานเร็วๆนี้

3. เป็นคุณศัพท์ขยายนามอยู่หลังนามและเป็นกริยาวิเศษณ์เมื่ออยู่หลัง adj , adv เช่น

Your word are difficult to understand.คำพูดของคุณยากที่จะเข้าใจได้
I am not stupid enough to do that.ฉันไม่โง่พอที่จะทำอย่างนั้นหรอก
I must walk quickly to be on time.ฉันต้องเดินเร็วเพื่อที่จะให้ทันเวลา
It is easy to see my boss.มันง่ายที่จะพบเจ้านายของฉัน

4. พิเศษ 

The doctor advised him to stop smoking.หมอแนะนำให้เขาเลิกสูบบุหรี่
Suchet told me to do this for you.สุเชษฐ์บอกให้ฉันทำสิ่งนี้ให้คุณ

* กริยาที่มี to นำหน้านี้ไม่เปลี่ยนรูปไปตามกาล - ประธานใดๆ




จงแปลเป็นภาษาไทย

1.I have no money to lend you.ฉันไม่มีเงินให้คุณยืม
2.I have money to pay for you.ฉันมีเงินมากเพื่อจ่ายให้คุณ
3.I have enough time to call you.ฉันมีเวลาพอที่จะแวะเยี่ยมคุณ
4.I have no time to talk to you.ฉันไม่มีเวลาที่จะคุยกับคุณ
5.I have no books to read.ฉันไม่มีหนังสืออ่าน
6.He has a new car to drive.เขามีรถใหม่ขับ
7.He has a big house to live in.เขามีบ้านหลังใหญ่เพื่ออาศัย
8.She has good news to tell you.หล่อนมีข่าวดีที่จะบอกคุณ
9.She has a beauty salon to work in.หล่อนมีร้านเสริมสวยทำงาน
10.Supot had a good project to invest in last year.สุพจน์มีโครงการดีที่ได้ลงทุนปีที่แล้ว
11.I have to get up early.ฉันต้องตื่นแต่เช้า
12.She likes to sing.หล่อนชอบร้องเพลง
13.You should eat to live, not live to eat.คุณควรกินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน

จงเติมคำในช่องว่างตรวจคำตอบ
1.He went......(ขาย) things at the market yesterday.( to sell )
2.She wants......(ซื้อ) a new ring.( to buy )
3.I like.......(เรียน) English( to study )
4.They don't have enought money ......(จ่าย)( to pay )
5.It's easy.........(เข้าใจ) me.( to understand )
6.It's difficult........(ป้องกัน) your property.( to protect )
7.It's expensive.......(ซื้อ) a house.( to buy )
8.I learn.......(ขับรถ) a car every day.( to drive )